หัวข้อที่หนึ่ง: ถึงตัวไกล แต่ใจคนึง
ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณหน่วยข่าวกรองทุกสำนัก ที่ช่วยให้ผมรอดตายจากการสอบปลายภาคครั้งนี้ หากไม่ได้พวกคุณเราก็ยังคงอยู่ได้
ขอขอบคุณภาษาอังกฤษตัวเองที่สูงกว่ามาตรฐานค่อนข้างมาก... ทำให้ทำข้อสอบได้สบาย ๆ ทำไปยิ้มไป
ขอขอบคุณ...สำหรับการแสดงความพยายามดิ้นรนที่จะใฝ่ดี...ก่อนสอบ (โถ... ด๋อย เราไม่บอกใครหรอกว่าเป็นแก)
และสุดท้าย ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อุตส่าห์เปลืองตัวมาคบกับไอ้บ้าคนนี้

ผมคงไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่ในช่วงเวลาสอบปลายภาคมากนัก ท่านผู้ชมก็คงจะเดาได้จากคำเริ่มต้นอยู่แล้ว...
เวลาใครพูด หัดฟังเปิดหูให้กว้าง ไม่อย่างนั้นแล้วเราอาจจะพลาดประโยชน์ไปก็ได้
นี่เป็นประโยคที่รุ่นพี่ศิษย์เก่าที่จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พูดเอาไว้ เมื่อพบว่าพวกนักเรียน (พวกผมน่ะแหละ) ไม่ฟังที่พี่เขากำลังพูด... ส่วนตัวผม ผมกำลังฟังอยู่ แต่ไอ้พวกข้างหลังห้องประชุมมันคุยกันดังลั่น... พวกมึงนี่ โต ๆ กันแล้ว เจริญหน่อยสิวะ
..
..
หลังจากจบการประชุม พวกผมก็ทยอยกันลงไปที่สนามบาส... สนามบาสโรงเรียนผมไม่ใช่สนามบาส ธรรมดา ๆ นะครับ เพราะมันเป็นสนามบาสสำหรับเตะบอล!! ....ไม่ขำเหรอ >.> แล้วตอนนี้มันก็ได้กลายเป็นที่สำหรับจัดงานเลี้ยงอำลาพวกผมไปแล้ว... พอจะแปลกประหลาดขึ้นมั้ยครับ?
จ๋าน่ะ ได้ทุกโต๊ะอยู่แล้ว
มึงได้กินทุกโต๊ะน่ะสิ
ขอโทษเถอะนะเพื่อน แต่อดเขียนถึงแกไม่ได้จริง ๆ ว่ะ ไอ้จ๋า... มันเป็นเพื่อนคนนึงที่ผมค่อนข้างจะสนิท มันเป็นคนเรียนเก่ง ไวพริบดี และที่สำคัญ........ อ่านต่อข้างล่างจ๊ะ
ในระหว่างงานเลี้ยง โต๊ะแต่ละโต๊ะทางทีมงานก็ได้จัดไว้แล้วว่า ห้องไหนเลขที่ไหนถึงจะนั่งได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าค่ายใน รด. มากนักหรอกครับ มั่วกันชิบหาย แต่จะต่างกันก็ตรงที่ไม่มีใครมาสั่งวิดพื้น มอบ คลาน โผ กระโดดกบไปที่โต๊ะที่ตัวเองจะควรอยู่...
เมื่ออาหารจานแรกมาเสิร์ฟ ผมมองก่อนเลยว่า... รอบ ๆ โต๊ะมันคงจะพอกินกันได้พอดีคนละ 2 คำ แน่นอน แต่ทว่า..ตอนที่ผมกำลังมองที่จาน และคุมเชิงว่าจะมีใครเริ่มก่อน (จะกินที ทำไมมันเรื่องมากจังวะ) ก็มีมือที่สามโผล่มา... สายตาทุกคนหันไปจ้องมัน มันตอบกลับมาว่า ข...ของจ๋านั่งตรงนี้... อืม... ผมก็ไม่ว่าอะไร ถ้ามันนั่งตรงนี้
ซักพักตอนที่ผมถ่ายรูปอยู่ พอเดินกลับมาที่โต๊ะ ก็เจอจ๋านั่งอยู่อีกโต๊ะทำท่าชวนคุย แล้วก็กิน ๆๆๆ ของในโต๊ะนั้น.... อยากสาปแช่งชักหักกระดูกมันจริง ๆ ของที่เค้าเสิร์ฟมา มันก็ไม่ได้เยอะอะไร แล้วทำไมต้องมาเบียดเบียนกันนักหนานะ ทางสมาคมศิษย์เก่าก็ออกทุนให้ ทำไมต้องมาเบียดเบียนคนอื่นเขาด้วยนะ....
ผมไม่ใช่คนเห็นแก่กินหรอกครับ แต่การกระทำของมัน.. ขุ่นเคืองใจผมมาก ๆ .... อย่าไปทำยังงั้นในมหาวิทยาลัยนะมึง โดนอะไรบ้างกูไม่รู้ด้วย จะหาว่ากูไม่เตือน
อาจารย์~~~ มาถ่ายรูปกับพวกผมหน่อยครับ (ทำเสียงล้ออาจารย์)
(หัวเราะ) ครูต้องไปทำธุระ เดี๋ยวครูมา (ทำท่าลุกลี้ลุกลน)
อาจารย์ไปไหนเหรอครับ เดี๋ยวพวกผมตามไปด้วย
ไม่ต้อง ๆๆ ไม่ต้องตามครูมาเลยนะ
ในระหว่างที่ผมกำลังไม่สบอารมณ์กับไอ้จ๋านั่น ผมก็เหลือบไปเห็นอาจารย์ท่านนึง อาจารย์ท่านสอนภาษาไทย อาจารย์จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือเสียงพูดอันถูกต้องตามหลักภาษาไทยทุกประการ และสำเนียงการพูดที่ฟังเป็นผู้ดีสุดขั้ว (ก็อาจารย์เค้าทั้งเก่ง และผู้ดีนี่นา ใครจะไม่รักล่ะ) ผม และพวกเพื่อน ๆ ก็แห่เข้าไปหาอาจารย์ ...เอ่อ... จริง ๆ มันมีแค่ 4-5 คนเอง เรียกว่าแห่อาจจะเป็นอวพจน์ก็ได้ ...ผมไม่เก่งภาษาไทยครับ อาจจะเป็นอธิพจน์ ไม่ก็บุคคลวัตก็ได้ ใครจะรู้...?? (จริง ๆ ต้องอธิพจน์ครับผม) ผมก็ตะโกนเสียงดังตามหลังอาจารย์ไป เพราะว่าตามหลักการได้ยินของหูมนุษย์นั้น หูมนุษย์จะได้ยินเสียงที่มีความดัง (หรือพลังงานต่อพื้นที่) มากกว่า ได้ชัดเจนกว่า ส่วนที่อื่น ๆ ที่เบากว่าก็จะลดความสำคัญไป หรือไม่ได้ยินเลย เหมือนกับการฟังเพลงด้วยหูฟังแบบ in-ear ที่พอเราแค่สวมมันไว้ เสียงก็ยังลอดเข้ามา แต่พอเราเปิดเพลงขึ้นมา เสียงภายนอกที่รบกวนก็จะลดลงมาก จนถึงขั้นหมดไปเลยทีเดียว.... พล่ามซะยาวเชียว.. นี่เป็นหลักการที่นำมาใช้ในการบีบอัดไฟล์เสียงของ MP3 ครับ เฮ้ย พอได้แล้วโว้ย ใครเขาถามกันวะ
แต่ปฏิกิริยาที่อาจารย์ตอบมานั้น มันแปลก ๆ นะ... ไม่เอา ๆ ขอครูไปทำธุระก่อนนะ ผมพยายามต่อรองก็แล้ว ด้วยการบอกไปว่า ขอเวลาอาจารย์แค่ 5 วินาทีเท่านั้น อาจารย์ก็ไม่ยอม ตอนนั้นเอง ไอ้บุ๊คกุชชี่ ก็บอกให้ผมหยุด แล้วก็มากระซิบผมว่า เดี๋ยวอาจารย์ก็มา คงไปเข้าห้องน้ำน่ะ...
เฮ้ย มึงอ่านใจอาจารย์ออกได้ไงวะ? (แล้วมันก็เป็นจริงซะด้วย)

ความโง่หน้าวัดเทพศิรินทร์
กล้องที่ผมเอามาถ่ายรูปนั้น คือกล้อง Fujiflim Finepix F710 ครับ ตอนที่ถ่ายมาก่อนหน้านั้น นั้นผมคิดว่ามันไม่มีแฟลช... เพราะปกติตอนผมถ่ายภาพออกมา ต่อให้ภาพมืดขนาดไหน ภาพสุดท้ายที่ได้ออกมา จะดูมีสีที่สวย และสว่างชัดเจน... ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมได้เหตุผลสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า กล้องนี้ไม่มีแฟลช ...(จริง ๆ มันมีครับ แต่ว่าปุ่มแฟลชมันเล็กนิดเดียว สงสัยมันกลัวคนเห็น)
ในระหว่างพิธีการ ช่วงที่ประทับใจของผมส่วนใหญ่จะอยู่ในความมืด คือไม่มีไฟเลย ไอ้เราจะไปขออาศัยแฟลชจากกล้องชาวบ้านก็กระไรอยู่ ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างคือ ผมจะกด shutter ยังไงให้กล้องมันถ่ายไปป๊ะกะแหน็มกับแฟลชจากกล้องอื่นวะ? ผมก็เลยดันทุรังพยายามถ่าย ถ่ายกี่ที ๆ ก็ไม่ดีแหะ... ในที่สุดก็ถอดใจ จนเลิกงานเสร็จ ขณะที่ผมเดินไปหาคุณพ่อของผม ท่านก็บอกให้ผมทราบว่า จริง ๆ มันมีแฟลช... แล้วก็ชี้ปุ่มแฟลชให้ดู
ผมรู้สึกเข่าอ่อน เพราะลมหนาวที่โกรกมาอย่างรุนแรงจากด้านข้างผมชั่วขณะ.... ผมพลาดช่วงสำคัญในพิธีไปซะแล้วสิ...
ความประทับใจสุดท้ายจริง ๆ ก่อนจะจบออกไปเป็นนักเรียนเก่า...
ห้องผมนั้นมีความแตกแยก เป็นหมู่เป็นพวก แบ่งง่าย ๆ เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ โดยมีกลุ่มที่ผมอยู่ กลุ่มที่จ๋าอยู่ แล้วก็อีกกลุ่ม.... กลุ่มที่ผมกับจ๋าอยู่นั้น ต่างก็ปรองดองกัน เพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกันรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากจบพิธีอำลาสถานศึกษาแล้ว เหล่าระดับชั้น ม.6 ก็ได้ร่วมกันบูมเทพฯติดต่อกันโดยผลัดกันตามห้องบ้าง ตามกลุ่มบ้าง ที่เด็ดสุดก็คงเป็นกลุ่มกระเทย เพราะจากวี๊ดดด มันกลายเป็น กรี๊ดดดด แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายที่แปลกหูแปลกตาสำหรับพวกผม...เป็นอย่างแรง!!
ผมได้แหกปากบูมเทพฯ ไป 3 รอบติด ๆ กัน รอบที่ประทับใจที่สุดก็คือรอบสุดท้าย ที่คนทั้งหมดในห้องมาล้อมวงกันช่วยกันบูม.... ถึงแต่ละคนจะไม่ถูกกัน แต่ในวันสุดท้าย ต่างก็ทำลายทิฏฐิของตัวเองที่มีต่อคนอื่นลงไป เพื่อว่าในอนาคตพวกเราก็จะเป็นลูกแม่รำเพยอย่างสมภาคภูมิ ที่รักปรองดองกันเป็นอย่างดี
สุดท้ายนี้.... ผมจะรักษาเกียรติ์ของสถาบันเทพศิรินทร์เอาไว้ให้คงอยู่ตลอดตราบจนชีวิตมลาย และจะไม่กินบุญเก่า แต่จะสร้างเสริมบุญใหม่ ๆ ให้แก่ชื่อเสียงสถาบันตนเองครับพ้ม!!
ตามระเบียบบบบบ พัก!!!
หัวข้อที่สอง: โถ มันจบแล้วเพื่อนเอ๋ย...
ฟังดูเศร้า ๆ นะ... แต่ระยะหลัง ๆ มานี่ ด้วยความเห่อในคณะของตนเอง ที่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศนั้นทำให้ผมโดนเรียกว่า ไอ้วิดวะคอม ไอ้เด็กบางมด และต่าง ๆ นา ๆ ตามแต่เพื่อน ๆ จะสรรหามาให้ผมเจ็บใจ...
(เจียงเป็นคนนิสัยดีครับ ขยันเรียน บ้าวิชาต่อสู้..... แต่ยังไม่มีแหล่งสังกัดที่แน่ชัดนัก...)
ตอนนั้นเอง ในขณะที่พิธีอำลาตึกกำลังดำเนินอยู่ เพื่อนในกลุ่มที่จ๋าอยู่ (เฮียเจียงนั่นเอง เผื่อเพื่อน ๆ มาอ่าน) ก็หันมาพูดกับผมในเชิงอำลาอาลัยกับผมว่า เฮ้อ... จบแล้วเพื่อนเอ๋ย
ด้วยความปากหมาของเจ้าของบล็อกที่ปัจจุบันยังเหลือหมาอยู่ในปากอีกราว ๆ 32,871,215 ตัว จึงสวนกลับไปทันทีว่า สำหรับกู... มันเพิ่งเริ่มต้นเองว่ะ...
แล้วผมก็เดินจากไป ทิ้งให้มันยืนมองตามผม........................... ก่อนที่ผมจะโดนมันยำตีน....
