2006/Feb/18

หัวข้อที่หนึ่ง: ถึงตัวไกล แต่ใจคนึง

ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณหน่วยข่าวกรองทุกสำนัก ที่ช่วยให้ผมรอดตายจากการสอบปลายภาคครั้งนี้ หากไม่ได้พวกคุณเราก็ยังคงอยู่ได้
ขอขอบคุณภาษาอังกฤษตัวเองที่สูงกว่ามาตรฐานค่อนข้างมาก... ทำให้ทำข้อสอบได้สบาย ๆ ทำไปยิ้มไป
ขอขอบคุณ...สำหรับการแสดงความพยายามดิ้นรนที่จะใฝ่ดี...ก่อนสอบ (โถ... ด๋อย เราไม่บอกใครหรอกว่าเป็นแก)
และสุดท้าย ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อุตส่าห์เปลืองตัวมาคบกับไอ้บ้าคนนี้

ผมคงไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่ในช่วงเวลาสอบปลายภาคมากนัก ท่านผู้ชมก็คงจะเดาได้จากคำเริ่มต้นอยู่แล้ว...

เวลาใครพูด หัดฟังเปิดหูให้กว้าง ไม่อย่างนั้นแล้วเราอาจจะพลาดประโยชน์ไปก็ได้


นี่เป็นประโยคที่รุ่นพี่ศิษย์เก่าที่จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พูดเอาไว้ เมื่อพบว่าพวกนักเรียน (พวกผมน่ะแหละ) ไม่ฟังที่พี่เขากำลังพูด... ส่วนตัวผม ผมกำลังฟังอยู่ แต่ไอ้พวกข้างหลังห้องประชุมมันคุยกันดังลั่น... พวกมึงนี่ โต ๆ กันแล้ว เจริญหน่อยสิวะ
..
..
หลังจากจบการประชุม พวกผมก็ทยอยกันลงไปที่สนามบาส... สนามบาสโรงเรียนผมไม่ใช่สนามบาส ธรรมดา ๆ นะครับ เพราะมันเป็นสนามบาสสำหรับเตะบอล!! ....ไม่ขำเหรอ >.> แล้วตอนนี้มันก็ได้กลายเป็นที่สำหรับจัดงานเลี้ยงอำลาพวกผมไปแล้ว... พอจะแปลกประหลาดขึ้นมั้ยครับ?

จ๋าน่ะ ได้ทุกโต๊ะอยู่แล้ว
มึงได้กินทุกโต๊ะน่ะสิ

ขอโทษเถอะนะเพื่อน แต่อดเขียนถึงแกไม่ได้จริง ๆ ว่ะ ไอ้จ๋า... มันเป็นเพื่อนคนนึงที่ผมค่อนข้างจะสนิท มันเป็นคนเรียนเก่ง ไวพริบดี และที่สำคัญ........ อ่านต่อข้างล่างจ๊ะ
ในระหว่างงานเลี้ยง โต๊ะแต่ละโต๊ะทางทีมงานก็ได้จัดไว้แล้วว่า ห้องไหนเลขที่ไหนถึงจะนั่งได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าค่ายใน รด. มากนักหรอกครับ มั่วกันชิบหาย แต่จะต่างกันก็ตรงที่ไม่มีใครมาสั่งวิดพื้น มอบ คลาน โผ กระโดดกบไปที่โต๊ะที่ตัวเองจะควรอยู่...
เมื่ออาหารจานแรกมาเสิร์ฟ ผมมองก่อนเลยว่า... รอบ ๆ โต๊ะมันคงจะพอกินกันได้พอดีคนละ 2 คำ แน่นอน แต่ทว่า..ตอนที่ผมกำลังมองที่จาน และคุมเชิงว่าจะมีใครเริ่มก่อน (จะกินที ทำไมมันเรื่องมากจังวะ) ก็มีมือที่สามโผล่มา... สายตาทุกคนหันไปจ้องมัน มันตอบกลับมาว่า ข...ของจ๋านั่งตรงนี้... อืม... ผมก็ไม่ว่าอะไร ถ้ามันนั่งตรงนี้
ซักพักตอนที่ผมถ่ายรูปอยู่ พอเดินกลับมาที่โต๊ะ ก็เจอจ๋านั่งอยู่อีกโต๊ะทำท่าชวนคุย แล้วก็กิน ๆๆๆ ของในโต๊ะนั้น.... อยากสาปแช่งชักหักกระดูกมันจริง ๆ ของที่เค้าเสิร์ฟมา มันก็ไม่ได้เยอะอะไร แล้วทำไมต้องมาเบียดเบียนกันนักหนานะ ทางสมาคมศิษย์เก่าก็ออกทุนให้ ทำไมต้องมาเบียดเบียนคนอื่นเขาด้วยนะ....
ผมไม่ใช่คนเห็นแก่กินหรอกครับ แต่การกระทำของมัน.. ขุ่นเคืองใจผมมาก ๆ .... อย่าไปทำยังงั้นในมหาวิทยาลัยนะมึง โดนอะไรบ้างกูไม่รู้ด้วย จะหาว่ากูไม่เตือน

อาจารย์~~~ มาถ่ายรูปกับพวกผมหน่อยครับ (ทำเสียงล้ออาจารย์)
(หัวเราะ) ครูต้องไปทำธุระ เดี๋ยวครูมา (ทำท่าลุกลี้ลุกลน)
อาจารย์ไปไหนเหรอครับ เดี๋ยวพวกผมตามไปด้วย
ไม่ต้อง ๆๆ ไม่ต้องตามครูมาเลยนะ

ในระหว่างที่ผมกำลังไม่สบอารมณ์กับไอ้จ๋านั่น ผมก็เหลือบไปเห็นอาจารย์ท่านนึง อาจารย์ท่านสอนภาษาไทย อาจารย์จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือเสียงพูดอันถูกต้องตามหลักภาษาไทยทุกประการ และสำเนียงการพูดที่ฟังเป็นผู้ดีสุดขั้ว (ก็อาจารย์เค้าทั้งเก่ง และผู้ดีนี่นา ใครจะไม่รักล่ะ) ผม และพวกเพื่อน ๆ ก็แห่เข้าไปหาอาจารย์ ...เอ่อ... จริง ๆ มันมีแค่ 4-5 คนเอง เรียกว่าแห่อาจจะเป็นอวพจน์ก็ได้ ...ผมไม่เก่งภาษาไทยครับ อาจจะเป็นอธิพจน์ ไม่ก็บุคคลวัตก็ได้ ใครจะรู้...?? (จริง ๆ ต้องอธิพจน์ครับผม) ผมก็ตะโกนเสียงดังตามหลังอาจารย์ไป เพราะว่าตามหลักการได้ยินของหูมนุษย์นั้น หูมนุษย์จะได้ยินเสียงที่มีความดัง (หรือพลังงานต่อพื้นที่) มากกว่า ได้ชัดเจนกว่า ส่วนที่อื่น ๆ ที่เบากว่าก็จะลดความสำคัญไป หรือไม่ได้ยินเลย เหมือนกับการฟังเพลงด้วยหูฟังแบบ in-ear ที่พอเราแค่สวมมันไว้ เสียงก็ยังลอดเข้ามา แต่พอเราเปิดเพลงขึ้นมา เสียงภายนอกที่รบกวนก็จะลดลงมาก จนถึงขั้นหมดไปเลยทีเดียว.... พล่ามซะยาวเชียว.. นี่เป็นหลักการที่นำมาใช้ในการบีบอัดไฟล์เสียงของ MP3 ครับ เฮ้ย พอได้แล้วโว้ย ใครเขาถามกันวะ
แต่ปฏิกิริยาที่อาจารย์ตอบมานั้น มันแปลก ๆ นะ... ไม่เอา ๆ ขอครูไปทำธุระก่อนนะ ผมพยายามต่อรองก็แล้ว ด้วยการบอกไปว่า ขอเวลาอาจารย์แค่ 5 วินาทีเท่านั้น อาจารย์ก็ไม่ยอม ตอนนั้นเอง ไอ้บุ๊คกุชชี่ ก็บอกให้ผมหยุด แล้วก็มากระซิบผมว่า เดี๋ยวอาจารย์ก็มา คงไปเข้าห้องน้ำน่ะ...
เฮ้ย มึงอ่านใจอาจารย์ออกได้ไงวะ? (แล้วมันก็เป็นจริงซะด้วย)

ความโง่หน้าวัดเทพศิรินทร์

กล้องที่ผมเอามาถ่ายรูปนั้น คือกล้อง Fujiflim Finepix F710 ครับ ตอนที่ถ่ายมาก่อนหน้านั้น นั้นผมคิดว่ามันไม่มีแฟลช... เพราะปกติตอนผมถ่ายภาพออกมา ต่อให้ภาพมืดขนาดไหน ภาพสุดท้ายที่ได้ออกมา จะดูมีสีที่สวย และสว่างชัดเจน... ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมได้เหตุผลสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า กล้องนี้ไม่มีแฟลช ...(จริง ๆ มันมีครับ แต่ว่าปุ่มแฟลชมันเล็กนิดเดียว สงสัยมันกลัวคนเห็น)
ในระหว่างพิธีการ ช่วงที่ประทับใจของผมส่วนใหญ่จะอยู่ในความมืด คือไม่มีไฟเลย ไอ้เราจะไปขออาศัยแฟลชจากกล้องชาวบ้านก็กระไรอยู่ ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างคือ ผมจะกด shutter ยังไงให้กล้องมันถ่ายไปป๊ะกะแหน็มกับแฟลชจากกล้องอื่นวะ? ผมก็เลยดันทุรังพยายามถ่าย ถ่ายกี่ที ๆ ก็ไม่ดีแหะ... ในที่สุดก็ถอดใจ จนเลิกงานเสร็จ ขณะที่ผมเดินไปหาคุณพ่อของผม ท่านก็บอกให้ผมทราบว่า จริง ๆ มันมีแฟลช... แล้วก็ชี้ปุ่มแฟลชให้ดู
ผมรู้สึกเข่าอ่อน เพราะลมหนาวที่โกรกมาอย่างรุนแรงจากด้านข้างผมชั่วขณะ.... ผมพลาดช่วงสำคัญในพิธีไปซะแล้วสิ...

ความประทับใจสุดท้ายจริง ๆ ก่อนจะจบออกไปเป็นนักเรียนเก่า...

ห้องผมนั้นมีความแตกแยก เป็นหมู่เป็นพวก แบ่งง่าย ๆ เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ โดยมีกลุ่มที่ผมอยู่ กลุ่มที่จ๋าอยู่ แล้วก็อีกกลุ่ม.... กลุ่มที่ผมกับจ๋าอยู่นั้น ต่างก็ปรองดองกัน เพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกันรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากจบพิธีอำลาสถานศึกษาแล้ว เหล่าระดับชั้น ม.6 ก็ได้ร่วมกันบูมเทพฯติดต่อกันโดยผลัดกันตามห้องบ้าง ตามกลุ่มบ้าง ที่เด็ดสุดก็คงเป็นกลุ่มกระเทย เพราะจากวี๊ดดด มันกลายเป็น กรี๊ดดดด แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายที่แปลกหูแปลกตาสำหรับพวกผม...เป็นอย่างแรง!!
ผมได้แหกปากบูมเทพฯ ไป 3 รอบติด ๆ กัน รอบที่ประทับใจที่สุดก็คือรอบสุดท้าย ที่คนทั้งหมดในห้องมาล้อมวงกันช่วยกันบูม.... ถึงแต่ละคนจะไม่ถูกกัน แต่ในวันสุดท้าย ต่างก็ทำลายทิฏฐิของตัวเองที่มีต่อคนอื่นลงไป เพื่อว่าในอนาคตพวกเราก็จะเป็นลูกแม่รำเพยอย่างสมภาคภูมิ ที่รักปรองดองกันเป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้.... ผมจะรักษาเกียรติ์ของสถาบันเทพศิรินทร์เอาไว้ให้คงอยู่ตลอดตราบจนชีวิตมลาย และจะไม่กินบุญเก่า แต่จะสร้างเสริมบุญใหม่ ๆ ให้แก่ชื่อเสียงสถาบันตนเองครับพ้ม!!

ตามระเบียบบบบบ พัก!!!

หัวข้อที่สอง: โถ มันจบแล้วเพื่อนเอ๋ย...


ฟังดูเศร้า ๆ นะ... แต่ระยะหลัง ๆ มานี่ ด้วยความเห่อในคณะของตนเอง ที่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศนั้นทำให้ผมโดนเรียกว่า ไอ้วิดวะคอม ไอ้เด็กบางมด และต่าง ๆ นา ๆ ตามแต่เพื่อน ๆ จะสรรหามาให้ผมเจ็บใจ...
(เจียงเป็นคนนิสัยดีครับ ขยันเรียน บ้าวิชาต่อสู้..... แต่ยังไม่มีแหล่งสังกัดที่แน่ชัดนัก...)
ตอนนั้นเอง ในขณะที่พิธีอำลาตึกกำลังดำเนินอยู่ เพื่อนในกลุ่มที่จ๋าอยู่ (เฮียเจียงนั่นเอง เผื่อเพื่อน ๆ มาอ่าน) ก็หันมาพูดกับผมในเชิงอำลาอาลัยกับผมว่า เฮ้อ... จบแล้วเพื่อนเอ๋ย
ด้วยความปากหมาของเจ้าของบล็อกที่ปัจจุบันยังเหลือหมาอยู่ในปากอีกราว ๆ 32,871,215 ตัว จึงสวนกลับไปทันทีว่า สำหรับกู... มันเพิ่งเริ่มต้นเองว่ะ...
แล้วผมก็เดินจากไป ทิ้งให้มันยืนมองตามผม........................... ก่อนที่ผมจะโดนมันยำตีน....

2006/Feb/09

"เทพศิรินทร์ถิ่นสถาน ทั่วทุกกาลผ่านแลเห็น รักกันเช่นพี่น้องปรองดองกัน
ดอกรำเพยที่เคยเห็น ทุกเช้าเย็นติดตรึงใจ ถึงตัวไกล..แต่ใจคนึง...
จากแล้วไกลห่าง ขอจงวางใจไม่เป็นอื่น รักยั่งยืน ทุกคืนวัน สุดกลั้นฤทัย
ไม่เคยเคือง เขียวและเหลือง รักรุ่งเรือง ในดวงใจ ถึงตัวไกล แต่ใจคร่ำครวญ"

เพลง "ลาแล้วเทพฯ"

คงสงสัยล่ะสิว่า ที่ผมพิมพ์มานี้คือเพลงอะไร นี่คือเพลงที่ผมจะต้องไปร้องให้รุ่นน้องฟังครับ ในสนามฟุตบอลที่โรงเรียนของผมในเร็ว ๆ นี้ ในวันสุดท้ายของภาคการศึกษาที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา 6 ปีในโรงเรียนแห่งนี้ผมก็ได้พบได้เจออะไรมามากมาย ทั้งเพื่อน ครู-อาจารย์ ค่ายรักษาดินแดน และอื่น ๆ ที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงมานี้ แม้จะมีทั้งดี และไม่ดี แต่ทุก ๆ อย่างก็มีบทเรียนสอนเรื่องการดำเนินชีวิตให้แก่เราไปในตัว


หรูหราอามานี กุชชี่
บ่นเชี่ยอะไรของมึงวะ?

เพื่อน ๆ ของผมในกลุ่มทุกคนเรียนเก่ง นิสัยดี ช่วยเหลือกันดี ตั้งแต่คบด้วยกันมา 3 ปี (โรงเรียนผมจะไม่มีเปลี่ยนห้องเรียนของนักเรียนเมื่อมีการเลื่อนระดับชั้น) ทุก ๆ คนช่วยเหลือกันดี ไม่ว่าจะติวหนังสือ ช่วยกันทำงานให้ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี แต่ที่ผมใช้คำว่า ในกลุ่ม นั้นไม่ได้หมายความว่า ผมคบหาสมาคมกันแค่ในกลุ่ม เพียงแต่ผมหมายถึงเพื่อนที่สนิทกันเป็นพิเศษเท่านั้นเองนะ


ครูคิดว้า...ท่านผู้ชมควรจะตั๊งใจฟัง..ให้ม้ากกว่านี๊....ใช่มั้ยฮ้าา...ฮื้อออ...?
เวลาเรียนมีน้อยนิด เพราะฉะนั้นพวกเธอต้องตั้งใจเรียนในเวลาเรียนให้มาก ๆ
พวกเธอรู้มั้ยว่า บางทีสมองครูไปเร็วกว่ามือที่เขียนบนกระดานอีก

ใครเป็นใครไปเดา ๆ เอาเองนะ ^_^

ครู-อาจารย์ที่โรงเรียนผมสอนหนังสือดี และมีประสิทธิภาพทุกคน (เอ่อ...ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ) บางท่านใจดี บางท่านเข้มงวด (แม้บางท่านอาจจะดุนักเรียนด้วยคำพูดที่ไม่ค่อยจะสุภาพนัก แต่ผมก็เข้าใจดีว่าท่านหวังดีต่อพวกผม) แต่โดยรวมแล้วผมรักอาจารย์ที่โรงเรียนแห่งนี้ทุก ๆ ท่านครับ อาจารย์แต่ละท่านจะมีกริยาท่าทาง และวิธีการพูดที่แตกต่างกันไป จนเพื่อนในกลุ่มของผมเก็บเอาไปล้อเลียนกันเป็นที่ขำขันของเพื่อน ๆ ในกลุ่ม และคนในห้อง (ไม่ได้เป็นการลบหลู่นะครับ เพียงแต่ทำเพื่อเรียกความครึกครื้นจากเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง และแน่นอน พวกผมรู้ดีว่าล้อเลียนท่านได้แค่ไหนครับ) จนบางทีผมเองก็อดไม่ได้ที่จะออกมาทำบ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า...


อีก 5 นาทีรวมพล!!
...ผ่านไปเกือบ 1 นาทีได้...
อีก 1 นาทีรวมพล!!
โธ่โว้ยย ช้างบรรณาการหมดแล้วหรือไงวะ*$(!)#!@%

ขณะที่ผมกำลังพิมพ์บล็อกเปิดตัวอยู่นี้ ผมเพิ่งกลับมาจากค่ายรักษาดินแดนมาได้ราว ๆ สองสัปดาห์ระหว่างที่อยู่กับค่ายนั้น ผมรู้สึกฉงนใจในความยืดหยุ่น และความผ่อนปรนของเหล่าครูฝึกที่มีต่อผลัดของพวกผมมาก ๆ แต่สาเหตุนั้นอาจจะคาดเดาได้ไม่ยากนัก... ในหัวของผมมีคำว่า จิ้มก้อง ลอยเคว้งอยู่ อืม...ช่างมันเถอะ ไม่กล้าพูดถึงเท่าไหร่...


ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
นาย ........................................................................
นาย ........................................................................
นางสาว ...................................................................

รุ่นพี่รุ่นก่อน ๆ ที่จบจากโรงเรียนนี้ไปแต่ละคนได้สร้างชื่อเสียงเอาไว้ จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ซึ่งก็ส่งผลให้รุ่นน้องอย่างพวกผมได้รับอานิสงส์ไปด้วย นั่นก็คือเมื่อพวกผมสามารถผ่านการคัดเลือกตรงของมหาวิทยาลัยแต่ละที่ไปแล้ว พอถึงตอนสอบสัมภาษณ์ก็สามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย เหตุก็เพราะมาจากพวกผมกำลังกินบุญเก่าของพวกรุ่นพี่กันอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะพวกผมที่เป็นรุ่นน้องตอนนี้ ก็จะรักษาชื่อเสียง และสะสมบุญเก่าไว้ให้รุ่นน้องรุ่นต่อ ๆ ไปครับ


เรียนเพื่อจบ ออกรบเพื่อสถาบัน

ผมนึกถึงคำพูดนี้เมื่อตอนในช่วงเวลาแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตร ที่มีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันกัน 4 โรงเรียน นั่นคือ โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้นทั้งหมด 5 วัน (ถ้าผมจำไม่ผิด) ในระหว่างช่วงวันเปิด และวันปิดการแข่งขันนั้น ที่เหลืออีก 3 วันเป็นวันที่มีการแข่งฟุตบอลกันล้วน ๆ ซึ่งแต่ละนัดนั้นกินเวลาเรียนในโรงเรียน....... แต่ด้วยเลือดอันร้อนรุ่มของเหล่าผองเพื่อนชาวเทพศิรินทร์ที่อยากจะไปเชียร์ใจจะขาด.... ....แต่โรงเรียนดันไม่ให้ไป บัดซบเอ๊ยยย ก็มีไอ้หนุ่มเลือดร้อนคนหนึ่งขึ้นมาเขียนบนกระดาน ดังคำที่ท่านเห็นอยู่ข้างบนไปแล้ว... ตอนที่ผมได้อ่านแว่บแรกผมนึกถึงโรงเรียนอาชีวะขึ้นมาทันใด... แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้เรียนเพื่อจบไปอย่างเดียวแน่ ๆ ผมมาหาประสบการณ์การเข้าสังคม มาหาเพื่อน มาหาความรู้ และเมื่อจบออกไป ผมก็จะออกรบ(ด้วยความรู้ และวิชาการที่สั่งสมมา)เพื่อสถาบัน!! ....สรุปที่ผมบ่นมาตั้งยาวมันเพื่ออะไรกันหว่า...



ไม่รู้ว่ะ บอลพลาสติกใครไม่รู้

อย่างที่ท่านผู้ชมทุกคนน่าจะรู้กันดีว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโรงเรียนแห่งนี้ แต่ว่าตลอด 6 ปีมานี้ผมกลับไม่เคยเตะฟุตบอลร่วมกับเพื่อน ๆ เลยซักครั้ง สาเหตุก็คงจะเป็นเพราะผมไม่สนใจในกีฬานี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประจวบกับน้ำหนักตัวอัน..เอ่อ...เอ่อ...เกินมาตรฐานมานิโหน่ยของผม แล้วก็กลัวเกรดตก ไม่ได้เรียนในคณะดี ๆ กับเขา ทำให้ผมไม่เคยเตะฟุตบอลในสนามฟุตบอลของโรงเรียนเลย แต่ไม่นานมานี้ หลังจากที่พวกผมเข้าฟังบรรยายทบทวนวิชาสังคมเสร็จตอนราว ๆ หกโมงเย็น ก็เดินลงมาเจอพวกสภานักเรียน ก็เลยปรึกษาเรื่องงานกันนิดหน่อย.. ขณะกำลังเดินออกหลังวัดเทพศิรินทราวาส (โปรดสังเกต โรงเรียนเทพศิรินทร์ไม่ใช่โรงเรียนวัด... เพียงแต่ตั้งอยู่หน้าวัดที่มีชื่อคล้าย ๆ กันเท่านั้นเอง!!! ใครที่เข้าใจกันผิด ๆ กันก็เข้าใจใหม่ได้แล้วนะ) เพื่อนผมคนหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่ามีลูกบอลพลาสติกอยู่ในห้อง เป็นของใครไม่รู้ มันเลยวิ่งไปหยิบ แล้วชวนกันไปเตะในวัด (รู้สึกบาปชะมัดเลย บับผ่าสิ) ผมเองก็ลงเอยลงไปเตะกับพวกมัน (ก็แค่ลิงชิงบอลอะนะ เพราะว่าหาที่ทำเป็นประตูเหมาะ ๆ ไม่ได้ กลัวจะไปรบกวนพระในวัด) หลังจากเวลาล่วงเลยไปได้ชั่วโมงหนึ่ง ผมก็ตระหนักได้ว่า ฟุตบอลนี่แม่งเหนื่อยชิบหายเลยว่ะ เหงื่อชุ่ม ตัวเหนียวเหนอะหนะหมด ไม่น่าไปเตะกับพวกมันเลย (มันคงจะสนุกตรงที่ได้ถากถางฝ่ายแพ้ล่ะมั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า) โถ่เว้ยย แต่นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องประทับใจเรืองหนึ่งได้สินะ?

บุ๊ค!! กูติดแล้ว!!!
(วิ่งเข้าไปโผกอดรัดเพื่อนด้วยความแรงพอ ๆ กับงูหลาม)

บุ๊คที่ผมเอ่ยถึงนี้ เป็นคน ๆ เดียวกับเจ้าของคำพูด หรูหรา อามานี่ ปุชชี่ ข้างบนครับ... ท่าน ๆ คงจะเคยรับรู้ถึงความรู้สึกในช่วงใกล้สอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยกัน ผมเองก็เคยครับ มันรู้สึกเครียด ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ แล้วก็หนักใจ ไม่มีอารมณ์เที่ยว แต่แหม... พอรู้ว่าตัวเองติดในที่ ๆ ตัวเองตั้งหวังเอาไว้นี่มัน... ดีใจโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย มันรู้สึกเบาสบาย อยากพักผ่อน อยากเที่ยว อยากไปบอกเพื่อน ๆ ให้รู้ว่าเราเอนท์(อะแฮ่ม.. แอดมิชชันส์)ติดแล้ว ในวันสุดท้ายของค่ายรักษาดินแดน คุณพ่อ และคุณแม่ของผมได้ขับรถมารับผมถึงที่ค่าย และไอ้บุ๊คมันอาศัยกลับไปกับผมด้วย.. ช่วงที่ผมเดินไปสวัสดีพ่อ และแม่ ท่านก็แจ้งให้ผมทราบว่าผมมีสิทธิ์เข้าศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้ว ตอนนั้นเอง ที่ผมรีบวิ่งแจ้นไปหามันแล้วก็บอกมัน ผมกับมันกอดดีใจกันท่ามกลางผู้คน.... พอมานึก ๆ ดูแล้ว ไอ้ห่านเอ๊ย ตอนนั้นกูทำไปได้ไงวะ อายชิบหาย... ก็นั่นแหละครับ หลังจากที่ผมกลับถึงบ้าน และพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว พอถึงวันที่ทุกคนกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนตามปกติ เอ่อ.. ตามที่ได้นัดหมายไว้ แต่ข่าวกลับแพร่สะพัดเร็วมาก บางคนก็เรียกผมด้วยชื่อสถาบันนั้น ทั้ง ๆ ที่คนอื่น ๆ เค้าก็ติดที่เดียวกับผมก่อนหน้านั้น แต่คนละคณะ และคนละโครงการ (โควตาน่ะ แต่ของผมคัดเลือกตรง) พอถึงช่วงนั้น ผมนึกเสียใจจริง ๆ ที่ไปแหย่เพื่อนในกลุ่มซึ่งกำลังเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ว่า เฮ้อ.. พอสอบตรงติดแล้ว มันรู้สึกสบายใจจังว่ะ อ่านหนังสือไร้แรงกดดันจริง ๆ เพื่อนผมคนนึงก็ตอบกลับมาว่า เออ ๆ ถึงทีกูมั่งล่ะ จะว่าไปผมนี่ก็เลวไม่ใช่เล่นเนอะ


ถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ไม่มีอะไรจะเอ่ยถึงชีวิตในโรงเรียนของผมแล้วล่ะครับ... ความสนุกในวัดเบญจ...เอ้ย..โรงเรียนวัด..เอ้ย โรงเรียนเทพศิรินทร์ก็คงปิดฉากลงแค่นี้

คราวหน้าผมจะหาเรื่องมาเขียนอีก แต่คงเป็นแนวเดียวกับของบล็อกของคุณ Alpha_Binary เขา

ป.ล. ผมเพิ่งเคยเขียนบล็อกเป็นครั้งแรก อาจจะยังไม่ดีนัก แต่จะปรับปรุงในครั้งต่อ ๆ ไปครับ เชิญติชมตามสบาย (แต่ขอร้องอย่าเอาเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้องกัน)
ป.ล.ป.ล. ผมสอบตรงติดคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อันมีชื่อเสียง
ป.ล.ป.ล. ขอเอาใจเพื่อน ๆ ให้สอบติดคณะที่ตัวเองหวังเอาไว้นะ ทุก ๆ คน!!